Biography
นิพพิทาญาณ คือ 1 ในวิปัสสนาญาณ 9 ตามหลักธรรมมะในพระพุทธศาสนา
ให้เกิดความเบื่อหน่ายในร่างกาย เบื่อหน่ายในการเกิด เป็นการพิจารณา
ดูร่างกายของเรา ร่างกายของบุคคลอื่น ร่างกายของสัตว์แล้วก็วัตถุธาตุทั้งหลายในโลก
ว่ามันไม่ดีตามความเป็นจริง คิดว่าร่างกายนี้พังเมื่อไร สภาวะอย่างนี้ไม่มีสำหรับเราอีก
เราไม่ต้องการร่างกายที่มีขันธ์ 5 คือความเป็นมนุษย์ ไม่ต้องการร่างกายของเทวดาและพรหม
ซึ่งมันเป็นสุขไม่ช้าไม่นาน สิ่งที่เราต้องการคือพระนิพพาน
สาเหตุที่เลือกชื่อนี้ เพราะอยากให้ชื่อวงเป็นภาษาไทย ประกอบกับชอบในความหมาย
ฟังผ่านๆ ก็คล้ายกับพระนิพพาน แต่สำหรับผลงานเพลงที่นำเสนอคงยังไม่นำเสนอเรื่องราว
เกี่ยวกับธรรมมะโดยตรง เพราะเพลงส่วนใหญ่ได้เขียนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว
ในช่วงชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ทั้งความรัก และความฝัน
สมาชิกในวงแทบทุกคนคือเพื่อนๆ ที่รู้จักกันสมัยเรียนในระดับมหาวิทยาลัยเมื่อ 10 ปีที่แล้ว
เราเลือกความสนิทสนมกันมากกว่าที่จะเน้นหนักกันในด้านฝีมือทางดนตรี
เป็นเวลา 10 ปี ที่เรารอโอกาสและตัดสินใจที่จะชุบบทเพลงเก่าๆ ที่ไม่เคยแสดงบนเวทีใด
ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เพื่อไม่ให้เลือนหายไปตามกาลเวลา หากเทียบกับชีวิตคนเรา
บทเพลงเหล่านี้ก็เหมือนกับเด็ก 10 ขวบ ที่ยังต้องเรียนรู้ ยังต้องพัฒนาข้อผิดพลาดต่างๆ
เพื่อให้เป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ แต่เราก็ยังภูมิใจกับความงดงามของวัยเด็ก
และเราจะยอมรับมันเพื่อก้าวต่อไปอย่างมั่นใจ

Nippitayan
Interviews By : Funeral Chant
Answers By : มาโนชญ์
- ก่อนอื่นช่วยบอกบอกความหมายของชื่อวง นิพพิทาญาณ ( Nippitayan ) มีความเป็นมายังงัย ทำไมต้องใช้ชื่อนี้ มันสื่อและเข้ากับคอนเส็ป และแนวเพลงของวงยังงัยบ้างครับ เพราะดูชื่อวงแล้วดูแปลกๆ ไม่เคยได้ยินคำนี้
Nippitayan: นิพพิทาญาณ คือ 1ในวิปัสสนาญาณ 9 วิปัสสนาคือการพิจารณาค้นหาความจริงของร่างกาย การจะให้เกิดปัญญาพิจารณาได้ ก็ต้องทำใจให้สงบเสียก่อนหรือการมีสมาธินั่นเอง ยกตัวอย่างเมื่อเราทำสมาธิภาวนาจนอารมณ์เต็มที่แล้ว มันจะถึงจุดสุดไม่สามารถไปต่อแล้วอารมณ์มันจะคลายออกมา ตอนอารมณ์มันคลายออกมาสำคัญทีสุด ถ้าหากว่าเราไม่บังคับให้มันคิดสิ่งที่ดีๆ มันก็จะคิดไปในทางรัก โลภ โกรธ หลง พาเราฟุ้งซ่านไปเลยเพราะฉะนั้นเมื่อมันถอยออกมาก็ให้เราคิดในด้านวิปัสสนา ญาณคือให้พิจารณาว่าสภาพร่างกายก็ดี โลกเราก็ดีมันประกอบไปด้วยไตรลักษณ์ คือความเป็นจริง 3 อย่างว่า 1. มันไม่เที่ยง 2.มันเป็นทุกข์ 3.มันไม่มีอะไรยึดถือเป็นตัวตนเขาเราได้ หรือพิจารณาตามแบบวิปัสสนาญาณ 9 คือ พิจาณาให้เห็นอย่างเช่น อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ พิจาณาเห็นการเกิดแล้วดับ ภังคานุปัสสนาญาณ พิจารณาเห็นว่าทุกอย่างดับหมด จนกระทั่งไปถึงสังขารุเบกขาญาณ คือปล่อยวางในสังขารทั้งปวง แต่ในวิปัสสนาญาณทั้ง 9 อย่างมี สำคัญจริงๆ อยู่ 2 อย่างคือ นิพพิทาญาณ พิจารณาให้เกิดความเบื่อหน่ายในร่างกาย ที่ต้องรักษามันให้อยู่กับเราให้ได้ เพราะถ้าหากไม่เบื่อ มันก็ยังอยากจะเกิดอีกต่อไปไม่มีวันสิ้นสุด และต่อไปเมื่อมันรู้สึกว่าทุกอย่างมันจืดชืดไม่อยากได้ใคร่ดีอะไรก็จะเป็น สังขารุเบกขาญาณ เมื่อถึงจุดนี้คำว่าเกิดสำหรับเราก็จะไม่มีอีก ดินแดนที่จะไปมีที่เดียวคือพระนิพพาน ดังนั้นการเลือกชื่อ นิพพิทาญาณ เป็นเหมือนกับการสื่อให้เห็นว่าตัวผมเองมีจุดมุ่งหมายในชีวิตอย่างไร หรือพูดง่ายๆคือคำตอบของคำถามว่าเราจะไปที่ใด ผมมีไว้ในใจอย่างชัดเจนแล้ว
- อืมลืม?.สวัสดีครับคุณ มาโนชญ์ และวง Nippitayan ต่อเลยครับ ช่วยบอกเล่าความเป็นมา ในการก่อตั้งวง นิพพิทาญาณ แบบย่อๆและแนวทางของวงให้พอเห็นภาพ ที่ชัดเจนด้วยครับ
Nippitayan: สวัสดี ครับ นิพพิทาญาณ เป็นชื่อที่ตั้งไว้เมื่อ9-10 ปี ที่แล้ว เมื่อตัวผมเองรู้จุดหมายปลายทางของชีวิตว่าหากตายจากความเป็นมนุษย์แล้วจะไป ที่ไหน บทเพลงในช่วงแรกเป็นบทเพลงเกี่ยวกับความรักซะเป็นส่วนใหญ่ นั่นก็เพราะผมได้พบกับผู้หญิงที่ผมรักด้วยความจริงใจ แต่เป็นความรักที่ไม่ได้อยากครอบครองหรืออยากได้มาเป็นเจ้าของ เราทั้งสองคนมีโอกาสพูดคุยกันน้อยมาก ดังนั้นบทเพลงจึงเป็นสื่อที่ดีสำหรับเรา สำหรับตัวผมเองจะคิดไว้เสมอว่าครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายแล้วจริงๆ ที่จะได้ทำอะไรเพื่อเธอคนนี้ บทเพลงของนิพพิทาญาณ 20 กว่าเพลงจึงเกิดขึ้นมาในช่วงนี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเพลงบรรเลง เพลงที่มีเนื้อร้องก็พอมีอยู่บ้างอย่างเพลง เพื่อใคร และ ฤ จิตใจจะยอมจำนนต่อความผิดหวัง ที่หลายคนได้ฟังไปแล้วใน EP 2007 และเมื่อกาลเวลาทำให้ผมไม่มีโอกาสที่จะมอบเพลงที่แต่งให้เธอกับมือได้อีก เนื่องจากแต่ละคนก็ต้องมีวิถีชีวิตที่ต้องดำเนิน ประกอบกับไม่สามารถติดต่อกันได้อีกบทเพลงของนิพพิทาญาณในยุคหลังๆ หรือในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาจึงมีการเปลี่ยนแปลงในด้านเนื้อหาที่ต้องการสื่อ เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับธรรมะ หรือเรื่องราวที่ผมอยากสื่อถึงคนฟังได้รู้ อย่างเช่นเรื่อง ดินแดนนรก สวรรค์ เทวดา นางฟ้า พรหม หรือ ดินแดนนิพพาน ว่า ทุกอย่างล้วนมีอยู่จริง ธรรมะของพระพุทธเจ้าทุกอย่างสามารถพิสูจน์ได้ อยากให้ยอมรับในกฎแห่งกรรม หรือแม้แต่อยากบอกเรื่องราวที่ต้องใช้ทิพพจักขุญาณเท่านั้นที่จะรับรู้ได้ เป็นต้น เพื่อให้หลายคนที่สงสัยพิสูจน์ และในด้านของบทเพลงจะเป็นจะนำท่วงทำนองที่สวยงามมาใช้อย่างสม่ำเสมอ นั่นก็เพื่อเป็นการรำลึกถึงเธอ ผู้ที่มอบแรงบันดาลใจและจุดเริ่มต้นอันยิ่งใหญ่ให้กับผมได้เดินบนถนนสาย ดนตรีได้อย่างภาคภูมิใจ และที่สำคัญคืออยากให้เธอคนนั้นจดจำความงดงามของท่วงทำนองที่แต่งขึ้นมาได้ เมื่อมีโอกาสได้ฟังเพลงของนิพพิทาญาณอีกครั้ง
- แนะนำสมาชิกของวงด้วยครับ ว่ามีความเป็นมายังงัยบ้าง และตอนนี้มีสมาชิกครบวง แล้วหรือยังครับ
Nippitayan: ตอนนี้ทางวงมีสมาชิกเพียง 2 คน ครับ คือตัวผมเองแล้วก็ ธานี นนทะสร (ชาย ) สมาชิกคนอื่นที่มาช่วยในงาน EP2007 ต่างคนต่างก็มีงานประจำของตัวเองอยู่แล้ว จึงไม่มีเวลาว่างให้กับวงครับ
- พูดถึงงานเพลงบ้างอิทธิพลของวงคุณล่ะ แน่นอน มันมีความเป็น Heavy และ มีส่วนผสมของ Thrash อยู่มากแต่ก็มีการเล่นกีต้าร์ที่แทรกด้วยเมโลดี้ ที่ฝังตัวอยู่ในรีฟฟ์ที่ดิบสาก ทำได้แปลกดี และสามารถบอกได้มั้ยครับ ว่าอิทธิพลหลักในการนำเสนอของวง มาจากอะไร และวงดนตรีที่มีอิทธิพลในการทำเพลงมีวงอะไรบ้าง
Nippitayan: ก่อน หน้าที่จะเริ่มทำเพลงของตัวเอง ผมเป็นคนที่ชอบฟังเพลงที่ โหดๆ จังหวะต้องรุนแรง ๆ ยิ่งโหด ยิ่งรุนแรงแค่ไหน ผมยิ่งรับได้เท่านั้น แต่พอมาทำเพลงของตัวเองจริงๆ ด้วยความที่ผมเองเป็นคนที่ไม่มีความถนัดในด้านการแต่งคำร้องหรือแต่งเนื้อ เพลง อารมณ์ของผมจึงสื่อผ่านท่วงทำนองซะมากกว่า ดังนั้นพอแต่งเสร็จมันก็เหมือนกับว่าเราไม่จำเป็นต้องแต่งเนื้อเพลงแล้ว ทุกอย่างบอกผ่านทางท่วงทำนองหมดแล้วนิ อะไรประมาณนั้น ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยครับที่เพลงของนิพพิทาญาณ 80% จะเป็นเพลงบรรเลง หรือเป็นเพลงที่ไม่มีเนื้อร้อง จะถามเรื่องอิทธิพลก็คงตอบยากครับ เพราะยิ่งเพลงในช่วงแรกๆที่แต่ง ท่วงทำนองของเพลงส่วนใหญ่มันออกมาเรื่อยๆในขณะที่กำลังแต่งเพลง ทั้งๆที่ไม่ได้วางโครงสร้าง หรือแต่งไปโดยไม่ต้องคำนึงถึงทฤษฎีดนตรีอะไร พอแต่งจบกลับมาฟังเพลงอีกที อ่าวนี่มันยาวถึง 10นาทีเลยเป็นต้น แต่ก็มีวงดนตรีที่ผมชอบและผมเอาเพลงของเขามาเป็นครูสอนโดยเฉพาะในเรื่องกลอง กับเปียโน นั้นก็คือ X-JAPAN ครับ ก็เลยกลายเป็นว่าผมเป็นลูกศิษย์ของ YOSHIKI โดยปริยาย
- เสียงร้องฟังดูแล้ว เคลียร์มาก ส่วนทางด้านเนื้อหาของเพลงออกไปทางให้กำลังใจในการต่อสู้ (เท่าที่ฟัง) ช่วยบอกถึงความหมายที่ต้องการนำเสนอที่แท้จริง ของทั้ง 4 เพลงที่ทำออกมาให้พอทราบหน่อยครับ คือเพลง " เพื่อใคร " , " วินาทีสุดท้าย " , " ฤ จิตใจจะยอมจำนนต่อความผิดหวัง " และล่าสุดเพลง " อุทยัพพยาญาณ " โดยเฉพาะเพลงหลังที่มีชื่อเพลงแปลกๆ
Nippitayan: 3 เพลงแรกจะอยู่ในช่วงที่ผมทำเพลงให้กับคนที่ผมรัก โดยผมจะจินตนาการถึงพระเอกคนนึง ที่อยู่ในโลกที่มืดมนมาโดยตลอด ไม่มีจุดหมายของชีวิต แต่การที่อยู่กับความมืดมิดมานานแสงสว่างแม้จะเพียงน้อยนิด มันก็มีค่ามากสำหรับการมีชีวิตอยู่ต่อไป แสงสว่างนั้นคือการได้พบเจอกับผู้หญิงที่ทำให้ได้รู้จักความงดงามของความรัก การที่ได้รู้สีกว่าตนเองยังมีชีวิตอยู่และหยัดยืนเพื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ถึงแม้ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ไร้ค่าไร้สาระจากสายตาของคนอื่น นั่นคือความหมายของเพลงเพื่อใคร ส่วนเพลงวินาทีสุดท้ายแสดงถึงฉากการต่อสู้ที่พระเอกคนนี้ต้องเจอ จริงๆแล้วคู่ต่อสู้ของพระเอกคนนี้ไม่ใช่ปีศาจหรือศัตรูที่มองเห็นเป็นตัวตน แต่เป็นการต่อสู้กับจิตใจของตนเอง จิตใจที่ต้องยอมรับว่าความรักที่ตัวเองพยายามปกป้องจนสุดชีวิตนั้น ท้ายสุดก็ย่อมถึงวันพลัดพรากจากกัน เมื่อความผิดหวังกำลังยืนทักทายอยู่เบื้องหน้า ทางเลือกมีอยู่ 2 ทางคือ ยอมรับมัน หรือ เข้าชนฝืนสู้กับมัน ด้วยพลังที่ตัวเองมีอยู่จนกว่าลมหายใจสุดท้ายมาเยือน ฤ จิตใจจะยอมจำนนต่อความผิดหวัง เกิดขึ้นหลังจากการต่อสู้สิ้นสุดลง ร่างที่แน่นิ่งอยู่บนพื้นดิน เลือดที่รินไหลออกมาจากใจที่อ่อนล้า กับเวลาที่ต้องยอมรับกับความผิดหวังที่มาเยือน บางทีสิ่งที่ทำอยู่มาตลอดอาจไม่ใช่สิ่งที่เธอคนนั้นต้องการ อาจไม่รับรู้กับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นเลย และในช่วงวินาทีที่กำลังสิ้นใจ พระเอกได้ส่งความรู้สึกสุดท้ายไปถึงคนที่ตัวเองรักโดยการปล่อยเลือดในตัวให้ ไหล เพื่อให้เลือดได้กลายเป็นไอ แล้วกลั่นตัวมาเป็นเม็ดฝน ที่ใสสะอาด เพื่อบอกผ่านความรู้สึกให้เธอคนนั้นได้รับรู้ แม้ว่าเธอคนนั้นจะอยู่ ณ ที่ใดก็ตาม สุดท้ายก็ตัดมาที่ฉากที่พระเอกยืนอยู่ในความมืดอีกครั้ง ยืนมองร่างตัวเองที่นอนแน่นิ่ง ร่างที่ไร้ลมหายใจ แล้วก็ถามกับใจตัวเองว่า ที่นี่คือที่ที่ตัวเองอยากจบชีวิตลงจริงๆหรือ หรือมีที่ที่ดีกว่านี้ ที่ที่ทุกอย่างจบสิ้นลงอย่างแท้จริง ส่วนเพลงอุทยัพพยาญาณ ผมเขียนขึ้นเมื่อปีที่แล้ว สาเหตุคือหลายคนมักจะสงสัยเรื่องชื่อวงมาก และมักจะถามถึงความหมาย พอบอกว่าเป็น 1 ใน วิปัสสนาญาณ 9 ก็จะถามต่ออีกว่าแล้ววิปัสสนาญาณข้ออื่นล่ะเป็นอย่างไร ผมจึงตั้งใจเขียนเพลงอุทยัพพยาญาณ หรือ อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ เพื่ออธิบายถึงความหมายของวิปัสสนาญาณตัวที่ 1 ครับ
- ช่วยขยายอีกนิด ใน การแต่งเนื้อร้อง ถึงแรงบันดาลใจในการแต่งเนื้อร้อง คุณทำมันยังไงถึงได้เขียนออกมาได้ขนาดนี้ ต้องนั่งสมาธิกันหรือเปล่า
Nippitayan: อย่าง ที่บอกไว้ตอนแรกคือ ผมเป็นคนที่เขียนเนื้อร้องไม่เก่ง เพลงส่วนใหญ่จึงกลายเป็นเพลงบรรเลง ผมเคยนำเพลงไปให้หลายคนที่รู้จัก และอยากลองเขียนเนื้อเพลงให้ผม ผลกลับออกมาว่าแทบทุกคนเขียนเนื้อร้องไปตามเมโลดี้หลักของเพลงหมดเลย ซึ่งนั่นไม่ใช่ในสิ่งที่ผมต้องการ ผมต้องการให้เขาสร้างท่วงทำนองขึ้นมาใหม่โดยไม่อยากให้ซ้ำกับทำนองหลักของ เพลงทีมีอยู่แล้ว แต่ก็เป็นสิ่งที่ยากขึ้นไปอีกในการที่จะคิดท่วงทำนองขึ้นมาใหม่สำหรับคนที่ ไม่ได้เป็นคนแต่งดนตรีขึ้นมาเอง ปัญหาจึงมีอยู่มากมาย ท้ายสุดผมจึงต้องเป็นคนแต่งเนื้อร้องเองทุกเพลงครับ
- รูปแบบแนวดนตรีที่พวกคุณทำออกมานี้ จะเรียกว่าแนวดนตรีอะไร เพื่อเข้าใจในภาพที่จำกัดของแนวดนตรีที่จะนำเสนอออกมา
Nippitayan: เพลง ของนิพพิทาญาณจะมีท่วงทำนองในแต่ล่ะแนวอยุ่ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะบทเพลงในยุคหลังๆที่ผมแต่งขึ้น แต่ละแนวจะมีความโดดเด่นและสวยงามอยู่ในตัวของมันเอง หรืออย่างในเพลงอุทยัพพยาญาณ ในช่วงท้ายๆเพลงต่อจากการโซโลของกีตาร์หลัก จะมีการนำรูปแบบการแต่งเพลงที่เรียกว่า Counterpoint ซึ่งเป็นรูปแบบการแต่งเพลงที่เฟื่องฟูที่สุดและได้รับการพัฒนาสูงสุดในยุคบา โรก เข้ามาผสมด้วย ทำให้ดนตรีที่ดูเหมือนน้อยชิ้นมีความซับซ้อนมากขึ้น ถ้าจะจัดแนวให้ถูกจริงคงบอกได้ยากเหมือนกัน เอาเป็นว่าจัดวงนิพพิทาญาณอยู่ในพวก Melodic Metal ก็ได้ครับ
- ทำไมถึงเลือกเล่นแนวดนตรี แนวนี้ ทั้งที่แฟนเพลงอันเดอร์กราวด์ เมทัลในบ้านเราแทบไม่มีใครทำเพลงสไตล์นี้กันออกมาเลย
Nippitayan: มัน คงเหมือนกับการวาดภาพมั้งครับ ตอนเด็กๆ หลายคนคงเคยวาดภาพที่มีองค์ประกอบง่ายๆ เช่น ภาพที่มีภูเขาอยู่ 2 ลูก ตรงกลางมีพระอาทิตย์ บนต้องฟ้ามีนกตัวเล็กๆบินอยู่ ถัดมาด้านล่างก็จะมีถนนซึ่งวิ่งตรงไปที่ภูเขา ด้านข้างของถนนก็อาจมีบ้านเล็กๆ หนึ่งหลัง อีกด้านก็อาจจะมีแม่น้ำเล็กๆอยู่ ปัจจุบันนี้ผมอาจวาดภาพที่มีองค์ประกอบที่ซับซ้อนกว่านั้นได้มาก การใช้สีสันต่างๆอาจดูสมจริงมากกว่า และผู้คนทั่วไปคงชอบมองภาพที่ผมวาดขึ้นในช่วงเวลาปัจจุบัน มากกว่าภาพที่วาดขึ้นในวัยเด็ก แต่ผมอยากบอกเลยว่าถ้าให้ผมไปวาดภาพแบบตอนเป็นเด็กวาดยังไงก็วาดไม่ได้ อารมณ์ หรือวาดยังไงก็ไม่สวยงามเหมือนมุมมองสมัยตอนเป็นเด็ก ก็เลยอยากจะนำเสนอความงดงามแบบเดิมที่ผมประทับใจและพึงพอใจทุกครั้งที่ได้ มอง มาให้คนอื่นได้ชมบ้าง ซึ่งแน่นอนครับหลายคนคงไม่อยากจะมอง หลายคนอาจมองดูแล้วก็บอกว่าเชยจัง บางคนอาจชอบ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดมากกว่าสิ่งไหนคือการได้รับรู้ความเป็นตัวตนของตัวผม เอง และมันจะโยงเข้ากับสิ่งที่ผมทำอยู่ในปัจจุบันได้ดีกว่าคำอธิบายใดๆ แน่นอนครับ
- บอกได้มั้ยครับ ว่า 10 อัลบั้มเพลงที่พวกวง Nippitayan หยิบมันมาฟังบ่อยที่สุดมี่อัลบั้มอะไรบ้างครับ
Nippitayan: ถ้า จะบอกเป็นอัลบั้ม คงบอกยากมากครับเพราะผมฟังเพลงเยอะมาก แต่ก็ยังมีวงหนึ่งที่ไม่ว่าผ่านไปกี่ปีผมก็จะหยิบงานของพวกเขามาฟังเสมอนั่น คืองานของ X-JAPAN ครับ
- วง Metal ในต่างประทศที่พวกคุณเชิดชู และเป็นอิทธิพลหลักในการหัดเล่นดนตรี มีวงอะไรบ้างครับ
Nippitayan: วงแรกที่ผมซื้อทุกอัลบั้มก็คือ IRON MAIDEN ครับ แต่วงที่ทำให้หัดเล่นดนตรีโดยเฉพาะกลองและเปียโน คือ X-JAPAN ครับ
- แล้วเพลง Heavy และ Metal เก่าๆ ของไทยเราคุณได้เคยฟังมันบ้างหรือ เปล่า อย่างวง Flesh & Skin, The O-Larn Project, ดอนผีบิน, Blue Planet , Heavy Mod , Rhythm God และ อีกหลายวง พวกคุณมีความคิดเห็นยังงัยกับวง เหล่านี้บ้าง
Nippitayan: ผมมีอัลบั้มของดอนผีบิน2-3ชุดครับ จำได้ตอนฟังชุดเส้นทางสายมรณะนั้น ช่วงนั้นผมยังเรียน ม.ปลายอยู่เลยครับ ชอบมากครับ และจำได้ว่าช่วงใกล้จบ ม. ปลาย ได้มีโอกาสมาสมัครสอบเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ขนเงินที่เก็บสะสมมาจากต่างจังหวัดเพื่อมาซื้อเทปเพลงที่กรุงเทพฯ ก็มาเลือกซื้อที่ร้าน TOWER RECORD แถวสยาม เดินไปตรงมุมขายพวกแผ่นซีดีแนว Black Metal ก็เจอกับคนๆนึง กำลังเลือกเพลงแนวนี้อยู่เหมือนกัน เขาถามผมว่าชอบฟังแนวนี้เหมือนกันเหรอ ผมก็ตอบว่า ใช่ครับ แล้วเขาก็ถามอีกว่าแล้ววงในเมืองไทยล่ะ ผมก็ตอบว่าที่ฟังอยู่ก็มีแต่ดอนผีบินครับ เท่านั้นแหละครับ เขาก็แนะนำตัวเขาเองว่า เขาคือสมศักดิ์ แก้วทิตย์ แล้วก็ชี้ไปบอกว่านั่นไง สมบัติ นั่นไง สมคิด เป็นการพบกับฮีโร่ระดับตำนาน แบบไม่คาดคิด และก็สร้างความประทับใจกับผมอย่างมาก เคยคิดว่าหากตัวเองมีวงดนตรีขึ้นมาค่ายแรกที่จะไปนำเสนอขออยู่ด้วยก็ต้องเป็นอะไรที่เกี่ยวกับดอนผีบินนี่แหละ ถึงแม้ตอนนั้นผมยังเล่นดนตรีไม่เป็นเลยก็ตาม
- พวกคุณ นัดซ้อม สำหรับการทำ เพลงมากน้อยแค่ไหน ก่อนที่จะออกมาเป็นผลงงาน Ep ชิ้นแรกนี้ และอัลบั้มเต็มลำดับต่อไป
Nippitayan: ใน ช่วงก่อนที่จะอัดงานชุด EP เราใช้เวลาซ้อมกันประมาณ 1 เดือนก่อนเข้าทำการอัดครับ ที่เราใช้เวลาไม่มากนักเพราะเรานำเพลงเก่าที่พวกเราเคยเล่นกันมาแล้ว และสมาชิกทุกคนก็รู้จักกันดีและส่วนใหญ่ก็เคยเล่นเพลงเหล่านี้กันมาแล้ว เราจึงแค่ทบทวนและแบ่งงานกันให้เป็นสัดส่วนมากขึ้นเพื่อให้ประหยัดเวลาในการ อัดก็เท่านั้นเองครับ ส่วนในงานอัลบั้มเต็มคงต้องใช้เวลามากหน่อยเนื่องจากปัจจุบันสมาชิกเหลือ เพียง 2 คน และมีเพลงที่ผมได้แต่งเพิ่มขึ้นมาใหม่ในงานอัลบั้มเต็มด้วย ซึ่งเพลงค่อนข้างยากและซับซ้อนอยู่มากพอสมควร คาดว่าประมาณกลางปีคงเสร็จครับ
- ครับงาน Ep 2007 นี้ที่ออกมา พวกคุณบันทึกเสียงกันที่ไหน และคุณพอใจกับมัน มากน้อย แค่ ไหน และยังมีอะไรที่ต้องปรับปรุงแก้ไขบ้างหรือเปล่า แผนงานต่อไปของวงที่จะออกมามันจะเป็นอัลบัมเต็มเลยหรือเปล่าครับ เพราะดูแล้วน่าจะมีความพร้อมอยู่มาก
Nippitayan: สำหรับ งาน EP พวกเราทำกันเองเกือบทุกขั้นตอนครับ ด้วยอุปกรณ์เท่าที่เรามี ได้มาขนาดนี้ผมก็พอใจมากแล้วครับ และแน่นอนครับสำหรับงานในอัลบั้มเต็มที่กำลังทำอยู่เราก็ทำกันเองแทบทุกขั้น ตอนแต่ปัญหาในคราวนี้คงเป็นทางด้านสมาชิกวงโดยเฉพาะตำแหน่งร้องนำซึ่งเรายัง หาไม่ได้
- พวกคุณได้มีแผนงาน สำหรับการเล่นสดบนเวทีบ้างหรือเปล่า
Nippitayan: แผนงานในเรื่องการแสดงสดไม่สามารถทำได้จริงๆครับเพราะยังหาสมาชิกไม่ครบ เราเลยตัดสินใจลุยงานอัลบั้มเต็มชุดแรกให้ออกมาเป็นชิ้นเป็นอันเลยดีกว่า
- มีเสียงวิจารณ์ และผลตอบรับจากงาน EP 2007 เป็นยังงัยบ้าง ครับ สำหรับเพลงที่ให้ Free Download ในเวป และเวปบอร์ดต่างๆ
Nippitayan: ส่วนใหญ่จะติเรื่องเสียงร้องที่ยังรู้สึกว่าไม่ค่อยเข้ากับเพลงเท่าไหร่ โดยเฉพาะเพลงเร็วครับ แต่เราก็ได้รับคำชมอย่างมากในเพลงช้า ส่วนในภาคดนตรีและเนื้อหาหลายคนพอใจครับ
- อย่างปก Ep 2007 วาดออกมาได้สวยงาม นี้มันสื่อถึงอะไร ใครเป็นวาดมันขึ้นมา รวมทั้งออกแบบโลโก้ด้วด้วยครับ
Nippitayan: ภาพ นี้วาดขึ้นโดยผมเองในช่วงปี พ.ศ. 2539-2541 โดยใช้สีโปสเตอร์วาดลงบนกระดาษ 100 ปอนด์ ในตอนนั้นบอกก่อนเลยว่ายังไม่มีคำว่านิพพิทาญาณอยู่ในหัว ความเชื่อในเรื่องนรก สวรรค์ เทวดา นางฟ้า พรหม หรือพระนิพพาน ยังไม่เต็มร้อย แต่ก็ไม่คิดที่จะลบหลู่ หรือหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ในฐานะที่ตัวเองเรียกได้ว่าชาวพุทธคนหนึ่งก็ไม่คิดที่จะแตะต้อง จนกระทั้งคืนหนึ่งได้ฝันว่าตัวเองตาย และเป็นเพียงครั้งเดียวที่ความตายได้มาทำความรู้จัก ให้รับรู้สภาวะในช่วงวินาทีสุดท้ายของชีวิตได้อย่างชัดเจน ในความฝันบ่งบอกว่าตัวเองเป็นทหารอยู่ในสงครามและสถานการณ์ตอนนั้นกำลังเสีย เปรียบ เพื่อนหลายคนที่ร่วมรบด้วยกันตายเกือบหมด ตัวเองบาดเจ็บสาหัสเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้เลย จากนั้นไม่นานก็มีคนมาช่วย รู้สึกตัวอีกทีตัวเองก็อยู่บนรถบรรทุก ที่กำลังขนย้ายทหารที่มีชีวิตรอดกลับไปยังฐานทัพตัวเอง แต่ในระหว่างที่เดินทางกลับรู้สึกว่าตัวเองเสียเลือดมากและกำลังจะสิ้นใจ ในช่วงวินาทีที่ใกล้ความตายนั้นเองที่สายตาได้เพ่งมองไปข้างหน้า เห็นภาพท้องฟ้าที่สวยงามมาก มีดวงอาทิตย์ดวงโต แต่ก็ไม่แสบตา ทุกอย่างงดงามอย่างบอกไม่ถูก ในขณะที่สายตามองภาพนี้ความคิดก็ส่งไปหาคนที่ตัวเองรัก อยากบอกหลายๆสิ่ง หลายๆอย่างที่ตัวเองไม่เคยบอก หรืออยากทำในสิ่งที่เรายังไม่ได้ทำ เมื่อความคิดได้โลดเล่นไปจนสงบนิ่งอยู่กับภาพแสงตะวันสุดท้ายที่อยู่เบื้อง หน้า ลมหายใจสุดท้ายก็หมดลง พร้อมกับการตื่นจากความฝัน แต่ก็จำภาพท้องฟ้ากับดวงตะวันภาพนั้นได้อย่างติดตา จึงนำมาถ่ายทอดเป็นภาพวาด พร้อมกับใส่จินตนาการเพิ่มเติมบอกเล่าเรื่องราวของคนๆหนึ่งซึ่งผ่านการเดิน ทางมานานแสนนาน บนเส้นทางที่พบทั้งผู้คนที่ตัวเองเกลียด และตัวเองรัก บนเส้นทางที่ต้องเข่นฆ่ากันเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอด จนมาถึงวันหนึ่ง หากคนๆนั้นได้ตื่นมาแล้วพบว่าโลกนี้ไม่เหลือใครเลย ไม่ต้องฆ่าใครเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด ไม่ต้องปกป้องใครให้รอดพ้นจากอันตราย หรืออีกในแง่หนึ่งคือไม่ว่าจะก้าวเดินไปทางไหนผู้คนที่เคยเห็น เคยรู้จัก ต่างหายไปจากโลกที่เราเคยอยู่ทั้งหมด ความคิดชั่วขณะนั้นจะคิดเช่นไร สายตาที่เพ่งมองไปที่ดวงตะวันบนฟากฟ้าแทนความงดงามที่ตัวเองได้เห็น ภาพภูเขาที่มีใบหน้าของปีศาจที่ความชั่วร้ายยังอยู่ในก้นบึ้งของจิตใจ เบื้องหน้าคือท้องนทีที่รอการข้ามผ่านไปสู่ดินแดนที่หลุดพ้นจากโลกที่เรา สมมุติ นั่นคือสิ่งที่ต้องการสื่อเมื่อคนได้มองภาพนี้ สุดท้ายคือความคิดของคนที่ยืนอยู่ในภาพ เมื่อไม่ต้องยึดติดกับอดีต เห็นทุกข์ของสิ่งที่ผ่านมา บนเส้นทางของคนๆเดียวที่ไม่สามารถปกป้องหรือแบกรับภาระอะไรได้แม้แต่ตัวของ ตัวเอง สุดท้ายคือการปล่อยวาง ส่วนโลโกวงเป็นฝีมือของเพื่อนสนิทของผมชื่อ คเชนทร์ มีชัย เป็นหนึ่งในสมาชิกยุคแรกๆของวงนิพพิทาญาณ ตั้งแต่สมัยที่ผมเริ่มทำเพลง และอยุ่ร่วมงานกันจนกระทั่งงานชุด EP ออกมาจนเสร็จ ตอนนี้ก็ได้ขอออกจากวงเพื่อไปเป็นครูสอนทางด้านกราฟฟิก ครับ
- พวกคุณพอใจที่จะออกงานกันแบบทำกันเองแบบอันเดอร์กราวด์ (DIY) หรือ มีสังกัดรองรับมากกว่ากันครับ
Nippitayan: ตอนงาน EP ออกมาใหม่ๆ ผมก็ได้ทำตามที่ตัวเองได้ตั้งใจไว้ คือการส่งไปให้พี่สมศักดิ์ แก้วทิตย์ ที่ Dayone ครับ แต่ก็ได้รับคำปฏิเสธ กลับมา หลังจากนั้นก็ได้พูดคุยกับสมาชิกในวงและได้ข้อสรุปว่า เราจะทำกันเอง ครับ
- นอกจากฟัง เพลง Metal พวกคุณฟังเพลงแนวอื่นๆกันหรือเปล่า
Nippitayan: โดยส่วนตัวแล้วผมฟังหลายแนวมากครับ และยิ่ง 2-3 ปีที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสศึกษาการประพันธ์เพลง โดยเฉพาะดนตรีคลาสสิกอย่างเจาะลึก ทั้งทางด้านประวัติศาสตร์เพลงในยุคต่างๆ ผลงานเพลงของคีตกวีของแต่ล่ะยุคแต่ล่ะสมัย ทำให้ได้รู้ถึงเทคนิคการประพันธ์เพลงว่ามีทฤษฎีและหลักการว่าทำกันอย่างไร มันช่วยให้ผมรู้ซึ้งถึงบทเพลงต่างๆมากขึ้น และปัจจุบันนี้ ผมกำลังสนใจอยู่กับการสร้างคลื่นเสียง โดยการใส่สมการคณิตศาสตร์ ที่ซับซ้อน เพื่อให้คลื่นเสียงมีการบิดตัว หรือรวมตัวในรูปแบบที่แตกต่างกันไป เพื่อให้ได้เสียงที่แปลกประหลาดอะไรทำนองนี้ครับ แต่ถึงแม้ฟังเพลงที่แปลกประหลาดมากขึ้น ในเวลาว่างผมก็ยังชอบหิ้วกีตาร์คลาสสิก ไปเล่นเพลง Folk ที่ฟังง่ายๆ สบายๆ หรืออาจเล่นเพลงไทยเดิมก็ได้ ผมว่ามันผ่อนคลายดีน่ะ
- ขอบคุณมากครับ คุณมาโนชญ์ และวง Nippitayan สำหรับการสละเวลาในการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ และขอให้โชคดีกับการทำงานเพลงครับ สุดท้ายมีอะไรจะพูดถึง Metal head ที่กำลังอ่านบทสัมภาษณ์นี้บ้างครับ
Nippitayan: ขอบคุณมากเช่นกันครับที่สนใจกับวงเล็กๆอย่างเรา ไหนๆเราก็คุยเรื่องเพลงกันมามาก และยิ่งรู้ความหมายของนิพพิทาญาณมากขึ้นแล้ว อยากฝากถึงการพิจารณาเพลงแบบวิปัสสนาญาณ เป็นการทิ้งท้ายครับ
...เสียงเพลงมันเกิดขึ้นมาในเบื้องต้น
มันเคลื่อนไปหาใกล้จบเพลงในระหว่างกลางแล้ว
ในที่สุดเพลงก็จบ
ชีวิตของเราก็มีสภาพเหมือนกัน
ในเมื่อมันมีความเกิดขึ้นมาในเบื้องต้น
มีความเสื่อมโทรมไปในท่ามกลางและก็มีการแตกสลายไป
ในที่สุดมันก็พัง...
ขอขอบพระคุณ : Funeral Chant
Officail Website :
http://www.nippitayan.com/index.html